อย่าทำตาม วางก้อนน้ำแข็งบนท้ายทอย ช่วยหายหวัด ไม่จริง

1 Oct 2018 / 1296
Share
LINE Share

โรคหวัด พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มักพบมากในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ฤดูฝน และ
ฤดูหนาว สาเหตุของหวัด ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถหายได้เองด้วยภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 5-10 เท่านั้นที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการของหวัด ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล และ
เจ็บคอ อาจมีไข้ หรือ ไอ ทั้งชนิดมีหรือไม่มีเสมหะ ร่วมด้วยได้ ปกติอาการมักไม่รุนแรง หายได้เองใน 7-10 วัน ยกเว้นอาการไอที่อาจนานได้ถึง 2-3 สัปดาห์ สำหรับในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย มีโรคเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ได้แก่ เด็กเล็ก หรือ ผู้สูงอายุ อาจพบภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ
หูชั้นกลางอักเสบ และ ปอดอักเสบ เป็นต้น

การดูแลตนเองเบื้องต้น สามารถทำได้โดย ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ สำหรับการกินยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก หรือ ยาบรรเทาอาการอื่นๆ ควรกินเมื่อมีอาการเท่านั้น เนื่องจากหวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสสามารถหายได้เอง

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์

1. มีอาการไข้เจ็บคอที่สงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ไข้สูง ไม่ไอ เจ็บคอมาก มีจุดสีขาวที่ทอนซิล หรือต่อมน้ำเหลืองที่ขากรรไกรโตกดเจ็บ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา

2. มีอาการที่สงสัยภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน เช่น อาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน มีไข้สูงขึ้น ไอหรือเสมหะมากขึ้น เจ็บบริเวณใบหน้า หอบเหนื่อย เป็นต้น

3. มีอาการที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก คือ มีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส กินยาลดไข้ ไข้ก็มัก
ไม่ลด ผู้ป่วยจะมีหน้าแดง และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างมากกว่า หากทำการทดสอบโดยการรัดต้นแขนด้วยสายรัด (Touniquet test) จะพบจุดเลือดออก ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรืออาการเลือดออกผิดปกติอื่นๆ และในบางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ อาจพบอาการซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะลดลง อาจถึงกับช็อกได้

จะเห็นได้ว่า โรคหวัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย การรักษาเป็นการใช้ยารักษาตามอาการ